การทำ SEO แบบ Organic search เพื่อเพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์ 2024

SEO (Search Engine Optimization) คืออะไร

  • การปรับแต่งเว็บไซต์ของเราให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับบนเครื่องมือการค้นหา (SEO) เช่น Google , Bing, Baidu 
  • เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของกลยุทธ์ การตลาดดิจิทัล ที่โฟกัสในการเพิ่มปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์ 

การทำ SEO นั้นจะประกอบไปด้วยสองส่วนหลักๆคือ 

  1. SEO On-page เช่น โครงสร้างของเว็บไซต์ ความเร็วในการโหลดเว็บ เนื้อหา Content การใส่ keywords เป็นต้น
  2. SEO Off-page เช่น การสร้าง link ในเนื้อหาและนำเนื้อหานั้นไป publish เว็บไซต์อื่น เพื่อให้ลิ้งกลับมาเว็บไซต์เรา วิธีการนี้เรียกว่าการทำ backlink
  • หนึ่งในเทคนิคการทำ SEO ที่ช่วยให้เว็บไซต์ของเราไต่อันดับขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ โดยอาจไม่ต้องเสียเงินไปมากมาย 
  • Organic Search โฟกัสที่การเลือก Keyword ที่เหมาะสม พร้อมวางคอนเทนต์ต่าง ๆ ให้เข้าใจได้ง่าย แต่ครอบคลุมทุกเนื้อหามากที่สุด
  • การทำ Organic Search ถือว่าเป็นการสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้มากกว่าการทุ่มเงินเพื่อโฆษณา

การทำ SEO จาก Keywords ที่ใช่จริง ๆ ช่วยให้เว็บไซต์ ติดอันดับการค้นหาที่หน้าแรกของ Google แบบ Organic ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้เงินบูทโฆษณา Google Ads ไปได้เลยทีเดียว

1. ช่วยลดต้นทุน: 

ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น การทำ SEO นั้นจะช่วยลดต้นทุนในการโฆษณาได้ระยะยาว ซึ่งแตกต่างจากการซื้อโฆษณา SEM ที่จ่ายเงินทุกครั้งเมื่อมีคนคลิกเข้าชมเว็บไซต์

2. ช่วยเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์: 

การทำ SEO จะช่วยให้เราได้กระจายเนื้อหาที่ user ต้องการอ่านได้ดีด้วย สร้างโอกาสในการขายมากขึ้น 

3. ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ ผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงแบรนด์ของเรา: 

หากลูกค้าได้ทำการค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของเรา เช่น ข้อมูลสินค้า รีวิว ข้อมูลราคา และเจอเว็บไซต์ของเราอยู่เป็นประจำก็จะทำให้เป็นการเพิ่มคุ้นเคยกับแบรนด์ และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ได้อีกด้วย

เพราะว่าหากเราสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาแล้ว แต่ไม่มีคนเข้ามาดูเลย เว็บไซต์นั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไร ถึงแม้ว่าปัจจุบัน จะมี Social media มากมาย ที่จะช่วยเพิ่มช่องทางให้ ลูกค้าหรือผู้บริโภค เข้ามาชมเว็บไซต์ของเรา แต่การทำ SEO นั้นจะช่วยให้ได้ ลูกค้าเป้าหมาย ที่มีความสนใจในเนื้อหา, ผลิตภัณฑ์ หรือบริการของเราอยู่แล้ว เพราะว่าผู้เข้าชมต้อง search ใน Google ด้วยคำหลัก หรือ keyword ที่เค้าสนใจก่อน และค่อยคลิกเข้ามาดูเว็บไซต์ของเรา และการทำ SEO จะช่วยประหยัดเงินค่าโฆษณาในระยะยาวได้ดีอีกด้วย

1. SEO เพิ่มการมองเห็น
หากคุณต้องการดึงดูดลูกค้ามาที่ธุรกิจของคุณมากขึ้น คุณต้องมั่นใจว่าพวกเขาจะหาคุณเจอได้ ผู้บริโภคจำนวนมากค้นหาสินค้า บริการ และบริษัทก่อนที่จะซื้อ การศึกษาชิ้นหนึ่งโดย Google พบว่า 70% ใช้มือถือของตนเพื่อทำการค้นหาข้อมูลออนไลน์ก่อนทำการซื้อในร้านค้า

2. SEO ปรับปรุงอันดับ Google My Business ในผลการค้นหา

ส่วนสำคัญของกลยุทธ์ SEO คือการอ้างสิทธิ์และยืนยันรายชื่อ Google My Business ของธุรกิจของคุณ การอ้างสิทธิ์ในรายชื่อของคุณนั้นไม่มีค่าใช้จ่าย และสามารถเพิ่มโอกาสในการจัดอันดับทั่วไปและการค้นหาใน Google Maps เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ Google My Business ของคุณ คุณต้องให้รายละเอียดเกี่ยวกับธุรกิจของคุณมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

3. สร้างความน่าเชื่อถือ
การวิจัยแสดงให้เห็นว่า 75% ของผู้ค้นหาไม่เคยเลื่อนผ่านหน้าแรกของผลการค้นหา นั่นคือความเชื่อของคนส่วนใหญ่ที่ใช้ Google ที่ดูเหมือนจะนึกถึงรายชื่อทั้งหมดที่ปรากฏในหน้าแรก ซึ่งกลยุทธ์ Search Engine Optimization จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณไต่อันดับผลการค้นหา เพิ่มความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ของคุณ เมื่ออัลกอริทึมของ Google และโปรแกรมรวบรวมข้อมูลเว็บไซต์วิเคราะห์และประเมินหน้าเว็บของคุณเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เว็บไซต์ที่ได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพจะโดดเด่นกว่า พูดง่ายๆ ก็คือ ยิ่งธุรกิจของคุณมีอันดับสูงในผลการค้นหาในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องของเครื่องมือค้นหา จะดูน่าดึงดูดยิ่งขึ้นในสายตาของผู้ที่กำลังค้นหาผลิตภัณฑ์และบริการที่บริษัทของคุณจัดหาให้

4. SEO เป็นการตลาดดิจิทัลที่คุ้มค่า
การปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับบนเครื่องมือการค้นหา (SEO) เป็นหนึ่งในรูปแบบการตลาดดิจิทัลที่คุ้มค่าที่สุด และเหมาะสำหรับธุรกิจทุกขนาดหรือทุกอุตสาหกรรม เมื่อเทียบกับแคมเปญโฆษณาแบบเสียเงินอื่นๆ  และสร้างความสำเร็จในระยะยาวด้วยค่าบำรุงรักษาที่น้อยที่สุด ซึ่งแตกต่างจากโฆษณาดิจิทัลรูปแบบอื่นๆ

5. SEO เป็นการตลาดที่ยั่งยืน และเห็นผลได้ในระยะยาว
ในขณะที่คนส่วนใหญ่เชื่อมโยงกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลกับผลกำไรระยะสั้น แต่สำหรับการทำ SEO นั้นถือเป็นข้อยกเว้น เพราะ SEO ที่ดีคือการรวมการวิจัยคำหลักเข้ากับการสร้างลิงก์ (Backlink) การตลาดเนื้อหา (Content Marketing) และการปรับแต่งบนหน้าเว็บ (On-Page) และอื่นๆ ที่ต้องใช้ทั้งเวลาและความพยายาม ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เว็บไซต์ของธุรกิจ ตลอดจนการแสดงตนทางออนไลน์ของคุณประสบความสำเร็จในระยะยาว และยั่งยืน 

  • ปรับปรุงเว็บไซต์ :
    สร้างเว็บไซต์ของคุณให้พร้อมรองรับผลการค้นหาจากแหล่งต่างๆ อัพเกรด และอัพเดท softwear และ plugin ต่างๆให้ทันสมัยอยู่เสมอ
  • หา Keywords ที่ใช่ :
    Keyword Research ถือเป็นขั้นตอนสำคัญอันดับแรกๆ ที่ต้องทำก่อนที่จะเริ่มต้นการทำ SEO หรือการปรับปรุงเนื้อหาของเว็บไซต์ให้เหมาะสม การค้นหาคำหลักได้ง่ายที่สุด คือ การใช้เครื่องมือออนไลน์ เช่น Google Keyword Planner, Ubersuggest หรือ SEMrush และอื่น ๆ
  • สร้าง Content ต้องชัดเจน และสัมพันธ์กับ Keywords :
    ปรับปรุงเนื้อหาให้สอดคล้องกับ keywords และ สินค้าหรือบริการของคุณให้ชัดเจน
  • คำนึงถึงหลัก EEAT :
    E-E-A-T คือ อัลกอริทึมฉบับอัปเดตใหม่ล่าสุดจาก google ที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพความน่าเชื่อถือของเนื้อหาและเว็บไซต์ เพื่อเป็นตัวกำหนดทิศทางหรือชี้นำผู้ผลิตเนื้อหาทุกเว็บไซต์ว่า “ถ้าอยากให้เว็บไซต์ติดอันดับในหน้าแรก ต้องผลิตเนื้อหาที่มีประโยชน์ต่อผู้อ่านอย่างแท้จริงตามเกณฑ์เหล่านี้”
    ซึ่ง E-E-A-T Factor จะประกอบไปด้วย E-Experience ที่เพิ่มเข้ามาล่าสุด และองค์ประกอบเดิมอีก 3 อย่างคือ E-Expertise, A-Authoritativeness และ T-Trustworthiness
    คุณจะต้องสร้างสรรค์เนื้อหาโดยคำนึงถึงผู้อ่านเป็นหลัก เช่น เขียนข้อมูลที่เป็นความจริง เขียนเนื้อหาที่กระชับ เขียนเนื้อหาที่เข้าใจง่าย เขียนข้อมูลที่คนนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ และรวมไปถึงการปรับปรุงเว็บไซต์ให้ดี เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดกลับไปด้วยเช่นกัน
  • Google My Business :
    เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อให้ลูกค้าค้นหาธุรกิจของคุณเจอบน Google Map
  • แชร์ Content ใน Social Media :
    การแชร์เนื้อหา ผ่าน Social Media เช่น ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter (X) หรือ IG เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยเพิ่มปริมาณ Organic Traffic ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สร้าง backlink ที่มีคุณภาพ :
    Backlink คือ การที่เว็บไซต์อื่นมีการลิงก์มาหาเรา เหมือนเป็นการโหวตจากเว็บไซต์อื่นๆ ซึ่ง Google ใช้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดว่าเว็บเรามีคนพูดถึง เชื่อถือมากแค่ไหน ยิ่งเว็บเรามีลิงก์คุณภาพมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีค่า PageRank เยอะ และมีโอกาสที่จะทำ SEO แล้วติดอันดับได้ง่ายขึ้น
  • เว็บไซด์ต้องโหลดเร็ว และดูได้ชัดเจน ทั้งมือถือและเดสก์ท็อป :
    มีการวิจัยแสดงให้เห็นว่ามักจะมีคนคลิกออกจากเว็บไซต์ของคุณ หากต้องใช้เวลาในการโหลดเว็บมากกว่า 400 มิลลิวินาที
    ดังนั้น แน่นอนที่สุด ว่าหน้าเว็บที่โหลดได้รวดเร็วจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ SEO ของคุณ สามารถวิเคราะห์ความเร็วหน้าเว็บของคุณโดยใช้เครื่องมือฟรี เช่น Google PageSpeed Insights หรือ WebPageTest
  • วัดผลและปรับปรุง :
    การทำ SEO ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วจบ แต่เราจำเป็นต้องวัดผลและปรับปรุงอยู่เสมอ ซึ่งสามารถติดตามจากเครื่องมือ Google Analytics, Google Search Console, จากนั้นปรับปรุงเนื้อหาเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับผู้เข้าชม เพื่อเพิ่ม Organic Traffic ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
Scroll to Top